๙. เวมานิกเปรต

ยกเรื่องนี้มาเล่าเป็นพิเศษเพราะบางคนเข้าใจว่าเปรตมีแต่พวกตัวสูงๆ ผอมๆ ไม่มีความสุข แต่จริงๆ เปรตบางพวกนี่มีความสุขราวกับเทวดา รูปร่างหรือวิมานก็มีเหมือนเทวดา  เปรตพวกนี้เรียกว่า เวมานิกเปรต

เวมานิกเปรตเป็นเปรตพวกหนึ่งที่อยู่วิมาน เสวยสุขและทุกข์สลับกันไป บางตนข้างขึ้นเสวยสุขข้างแรมเสวยทุกข์ บางตนกลางคืนเสวยสุขกลางวันเสวยทุกข์ บางตน ๗ วันเสวยสุข อีก ๗ วันเสวยทุกข์ บางตนกายเป็นสุขใจเป็นทุกข์ บางตนใจเป็นสุขแต่กายเป็นทุกข์เพราะไม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่ แต่เวมานิกเปรตบางพวกก็เป็นสุขตลอดเวลาไม่ต่างจากเทวดา
เปรตพวกนี้เมื่อเวลาเสวยสุขจะมีร่างเป็นทิพย์ มีทิพย์สมบัติเหมือนเทวดา มีความสุขอยู่ในวิมานแวดล้อมด้วยอุทยานสวรรค์และสระโบกขรณี แต่เมื่อเสวยทุกข์จะออกจากวิมานกลายเป็นเปรตรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว บางตนทุกข์ทรมานเพราะถูกสุนัขกัดกินจนตายแล้วกลับไปเกิดในวิมานอีก บางทีจึงจัดเวมานิกเปรตว่าเป็นเทวดาจำพวกหนึ่ง

เหตุที่เกิดเป็นเวมานิกเปรตนี้ เพราะเขาเหล่านั้นเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำทั้งความดีและความชั่วเสมอกัน จึงต้องมารับผลของกรรมดีและกรรมชั่วสลับกันไป บางคนชีวิตทำกุศลกรรมเป็นส่วนใหญ่ แต่ขณะตายมีจิตเศร้าหมองจึงต้องมาเกิดเป็นเปรตดังเช่นมาณพคนหนึ่ง

ในดีตกาล ๗๐๐ ปีก่อนการอุบัติของพระพุทธเจ้า มีมาณพคนหนึ่งทำหน้าที่อุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้ามาตั้งแต่เยาว์วัย ครั้นโตเป็นหนุ่มบิดามารดาไปสู่ขอธิดานางหนึ่งให้เป็นภรรยา แต่ในวันวิวาห์นั้นเองมาณพหนุ่มก็โชคร้ายถูกงูกัดตาย
ในขณะจิตก่อนตายนั้น มาณพหนุ่มเศร้าอาลัยถึงกุลธิดาที่กำลังจะแต่งงานกัน ด้วยจิตที่เศร้าหมองนี้ทำให้เขาไปเกิดเป็นเวมานิกเปรต แต่กรรมอื่นล้วนเป็นกุศลกรรม มาณพหนุ่มจึงมีรูปร่างเป็นเทพบุตรรูปงาม มีวิมาน และเสวยทิพย์สมบัติเหมือนเทวดา ไม่ได้รับโทษทุกข์ใดๆ อีก
มาณพผู้เป็นเวมาณิกเปรตอยากได้กุลธิดามาอยู่ด้วย พิจารณาว่ากุศลที่ทำกับพระปัจเจกพุทธเจ้าทำให้ตนได้ทิพย์สมบัตินี้ เขาจึงเข้าไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้าจนรู้ว่าท่านกำลังต้องการด้ายเย็บจีวร เขาแนะนำให้พระปัจเจกพุทธเจ้าไปขอด้ายจากกุลธิดา
พระปัจเจกพุทธเจ้าไปบิณฑบาตหน้าเรือนกุลธิดา กุลธิดารู้ว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าต้องการด้ายจึงถวายด้ายให้กลุ่มหนึ่งด้วยความศรัทธา กุศลนี้ทำให้กุลธิดามีวาสนาได้ทิพย์สมบัติ เวมานิกเปรตจึงมารับนางไปอยู่ด้วยกันในวิมาน
ทั้งสองอยู่ร่วมกัน ๗๐๐ ปี กุลธิดาจึงขอลาเวมานิกเปรตกลับแดนมนุษย์ เวมานิกเปรตพานางมาส่งและบอกให้นางสร้างกุศลจะได้กลับไปอยู่ร่วมกันอีก เมื่อกุลธิดากลับมาอยู่แดนมนุษย์แล้วไม่ได้เสวยทิพย์สมบัติอีก สังขารร่างกายของนางจึงร่วงโรยไปตามวัยที่แท้จริงกลายเป็นหญิงแก่หง่อม และสิ้นชีวิตในวันที่ ๗ นั้นเอง ก่อนตายนางได้ทำบุญให้ทานตลอด ๗ วัน ไม่มีจิตห่วงใยสิ่งใด ตายแล้วจึงไปเกิดเป็นเทพธิดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

แต่ตัวอย่างเวมานิกเปรตอีกตนหนึ่งได้รับทุกข์ทรมาณ เพราะทำกุศลกรรมและอกุศลกรรมไว้พอๆ กัน

ในสมัยพุทธกาลของพระกัสสปะพุทธเจ้า หญิงคนหนึ่งติดตามสามีที่เป็นพระโสดาบันไปฟังธรรมในวิหารอยู่เสมอ สามีมีอุบาสกอื่น ๕๐๐ ติดตามไปฟังธรรม หญิงภรรยาก็มีภรรยาของอุบาสก ๕๐๐ นั้นติดตามไปฟังธรรมด้วยเหมือนกัน
ด้วยความที่เป็นหญิงรูปงามจึงมีนักเลงหญิงตามเกี้ยวพาราสี ในที่สุดหญิงภรรยาก็หลงคารมทำผิดศีลกับบุรุษนักเลง สามีรู้เรื่องถามว่าเธอประพฤตินอกใจหรือเปล่า ภรรยาปฏิเสธพร้อมกล่าวคำสาบานว่าหากเธอประพฤตินอกใจ ตายไปแล้วขอให้ต้องรับกรรมถูกสุนัขหูขาดกัดกิน สามีถามหญิงอื่นว่ามีใครรู้บ้างว่าภรรยาของเขาประพฤตินอกใจหรือไม่ หญิงเหล่านั้นรู้เห็นว่าเธอประพฤตินอกใจสามีแต่ก็พร้อมใจกันปิดบังโกหกว่าไม่รู้ไม่เห็น อีกทั้งสาบานว่าหากพวกเธอรู้เห็นแล้วช่วยกันปกปิด ตายแล้วขอให้ต้องไปเกิดทาสของภรรยาท่านทุกชาติ
ด้วยอกุศลกรรมนี้หญิงภรรยาตายแล้วจึงไปเกิดเป็นเวมานิกเปรต กลางคืนเสวยทุกข์ถูกสุนัขใหญ่กัดกินเนื้อถึงกระดูก แต่เพราะกุศลกรรมทำให้กลางวันเสวยสุขเป็นเทพธิดา ส่วนหญิงอื่นตายแล้วได้มาเกิดเป็นเปรตบริวารของนางทั้งหมด

 

 

 

 

 

 

.

ใส่ความเห็น